รถเมล์เปรียบเหมือนเป็นยานพาหนะส่วนตัวของเราก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะไปทำงาน ทำธุระนอกบ้าน หรือออกไปแกร่วกับเพื่อนฝูงในวันหยุดเราก็จะเดินทางโดยการโดยสารรถเมล์อยู่เป็นประจำ นอกเสียจากสถานที่ที่เราจะไปนั้นอยู่ไม่ไกลนักเราก็จะเดินเท้าไปประมาณ 20 – 30 นาที ถือเป็นการเดินเล่นพักผ่อน (แม้ในบางครั้งจะรู้สึกเหมือนกับกำลังออกกำลังกายอยู่เพราะเสียเหงื่อไปกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวและร้อนชื้นของบ้านเราก็ตาม) การเดินแบบนี้บางทีก็ถึงที่หมายเร็วกว่านั่งรถเมล์เสียด้วยซ้ำไป เพราะเดี๋ยวนี้รถติดมากขึ้นทุกวันๆ
วกกลับมาพูดถึงเรื่องการโดยสารรถเมล์กันต่อ ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเช่นไร แต่สำหรับเราแล้วหากพบเห็นผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้พิการขึ้นมาบนรถเมล์ ถ้าไม่มีที่นั่งว่าง เราจะลุกให้นั่งทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดสักวินาทีเดียวว่าจะลุกให้นั่งหรือไม่ ไม่ว่าเราจะถือของเยอะแค่ไหน เมื่อยแค่ไหน หรือแม้ว่าเรากำลังป่วยอยู่ก็ตาม พูดก็พูดเถอะ ไม่มีใครที่เมื่อขึ้นมาบนรถเมล์แล้วไม่อยากนั่งหรอกจริงไหม ทุกคนต่างก็อยากได้นั่งอย่างสบายๆจนถึงที่หมายด้วยกันทั้งนั้น นี่ยังไม่พูดถึงการขับรถซิ่งและแซงปาดหน้ากันไปมาจนน่าหวาดเสียวของคนขับรถ(บางคน) และกระเป๋ารถเมล์(บางคน)ที่มารยาททรามไร้ซึ่งจิตบริการอีกนะ เคยไหมที่แม้ว่าเราจะมีมือว่างทั้งสองมือ สวมรองเท้าส้นเตี้ยแล้วก็ตาม บางครั้งรถซิ่งเสียจนคนหนุ่มสาวอย่างเราๆเสียการทรงตัวจนแทบล้มทั้งๆที่มือทั้งสองมือก็ทั้งโหนทั้งเกาะราวไว้จนแน่น แล้วจะเหลืออะไรกับผู้สูงอายุที่มือและแขนขาอ่อนแรง เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเชื่องช้าล่ะ... เวลาที่เราเหนื่อย เราเมื่อย เราอยากนั่ง เราอายุแค่ 28 เราทนได้ ในขณะที่เมื่อผู้สูงอายุเหนื่อย เมื่อย และแน่นอนเขาต้องอยากได้นั่ง ขาของเขาสั่น มือของเขาสั่น เขาจะสามารถทนยืนบนรถเมล์ที่ขับอย่างฉวัดเฉวียนไปตลอดทางได้หรือไม่...เราคงไม่ทนดูเขายืนโหนรถเมล์เพื่อตอบคำถามข้อนี้ เราจะลุกให้นั่งทุกครั้งไป
มีบ้างบางครั้งที่ผู้โดยสารหนาแน่น และเราต้องการให้ที่ที่เรานั่งกับผู้สูงอายุซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลกับที่นั่งของเรา เราก็จะขอให้คนที่ยืนข้างๆเราช่วยพูดกันต่อๆไปว่าเราจะลุกให้ใครนั่งแล้วทุกคนก็จะช่วยกันพาผู้สูงอายุคนนั้นมานั่งที่ของเรา ต้องระบุออกมาเลยว่าที่เราลุกเนี่ยเพราะเราต้องการให้ที่นั่งนี้กับใคร เพราะเคยมาแล้วที่พอเราลุกเพื่อที่จะเรียกผู้สูงอายุบางคนให้มานั่งที่เรา ทั้งๆที่ตัวของเรายังไม่ทันจะออกจากที่นั่ง คนที่ยืนอยู่ข้างๆก็จะรีบเบียดตัวเองมานั่งเก้าอี้ทันที เหมือนกับเล่นเก้าอี้ดนตรียังไงยังงั้นเลยว่ามั้ย
เช้านี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เรารู้สึกผิดหวังกับการไร้น้ำใจของผู้โดยสารรถเมล์ เราโหนรถเมล์เล็กสาย 1 ไปทำงานตามปกติ วันนี้คนค่อนข้างแน่น เรายืนอยู่กลางตัวรถค่อนไปทางริมหน้าต่างด้านที่มีประตูรถ ขณะที่รถจอดรับผู้โดยสารแถวสามแยก มีผู้สูงอายุตัวเล็กๆคนหนึ่ง เราขอเรียกว่าอากงก็แล้วกัน เราจำอากงคนนี้ได้ แกจะขึ้นรถเมล์ที่ป้ายสามแยกเป็นประจำ ที่จำได้เพราะแกลงรถเมล์ป้ายเดียวกันกับเรานั่นเอง วันนี้อากงถือของพะรุงพะรังมาเต็มสองมือ เป็นถุงพลาสติกเล็กใหญ่หลายถุงที่บรรจุแน่นไปด้วยกับข้าวหลายอย่าง ของคงหนักเอาการเพราะแกใช้ทั้งสองมือที่ถือของอยู่จับราวบันไดเพื่อที่จะดึงตัวเองขึ้นบันไดรถเมล์ที่มีเพียงแค่ 2 ขั้น มีผู้หญิงสองสามคนยืนอยู่ตรงหน้าบันไดขึ้นลงพอดี รถเมล์จอดสนิท อากงกำลังพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีดึงตัวเองก้าวขึ้นบันไดให้ได้ ผู้หญิงสองสามคนนั่นยืนมองอากงอย่างนิ่งเงียบด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกราวกับว่าไม่มีอากงอยู่ตรงประตูนั่น ทั้งๆที่ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่อากงแต่ก็ไม่มีใครช่วยดึงอากงขึ้นรถเมล์แม้แต่คนเดียว เราที่ยืนห่างออกไป 2 เมตร มีผู้โดยสารยืนอยู่โดยรอบอย่างแน่นหนา ไม่สามารถรุดไปยังอากงเพื่อช่วยเหลือแกได้ ทำได้แต่เพียงช่วยลุ้นอยู่ในใจ ขอให้ใครสักคนเถิดก้าวเข้าไปช่วยอากง ไม่มีใครเลย...ไม่มีเลยจริงๆ 5 วินาทีที่คอยลุ้นอยู่ห่างๆดูช่างยาวนานเสียจนอยากจะตะโกนออกมา ตะโกนใส่หน้าทุกคนที่จ้องมองดูแต่ไม่คิดจะทำอะไรเลย ว่าให้ช่วยเหลือกันหน่อย
เรายังต้องลุ้นต่ออีกว่าจะมีสักคนไหมที่จะสละที่นั่งของตัวเองให้อากงนั่ง โดยเฉพาะคนที่นั่งติดกับประตูที่สุด ก้าวแรกที่อากงขึ้นมาบนรถเมล์ได้ รถก็ออกตัวอย่างแรงทำให้อากงเสียการทรงตัวเซมาหาคนที่นั่งอยู่ติดกับประตู และคนคนนั้นจึงค่อยๆลุกให้อากงนั่ง
ดูเหมือนว่ายิ่งนานวัน สิ่งที่เรียกว่า “น้ำใจ” จะหาได้ยากขึ้นทุกที
สังคมไทยสมัยนี้นอกจากมันได้ทำให้คนเราฉาบฉวยและตื้นเขินกว่าแต่ก่อนแล้ว มันยังได้ลดทอนความเอื้ออาทรของคนเราไปมากถึงขนาดนี้เชียวหรือ มันได้เปลี่ยนแปลงจิตใจของคนเราให้หยาบเสียยิ่งกว่ากระดาษทรายเชียวหรือ หรืออาจจะไม่ใช่รูปแบบของสังคมที่แปรเปลี่ยนที่เราจะไปกล่าวโทษได้...
Recent Comments