ผาหินและหินผา หน้า 67 – 75
ผ่านพบไม่ผูกพัน (Unattached Encounters: ห้วงคำนึงจากการเดินทาง) – เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ผิวโลกเป็นผืนน้ำเสียสามส่วน ทว่าบนผืนดินอันน้อยนิดยังเป็นภูเขาเสียหลายส่วน เช่นนี้แล้ว ยามออกท่องเที่ยวเดินทาง ไหนเลยอาจหลีกเลี่ยงฉากเงาของเทือกเขา
ใช่ บางซีกมุมของขุนเขาหรือกระทั่งส่วนใหญ่ย่อมเป็นหินผาและผาหิน นี่เป็นองค์ประกอบของธรรมชาติ และบางทีก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต
บางคนค้นพบตัวเองด้วยการพิชิตเขาสูงผาชัน บางท่านค้นหาความตายด้วยการโดดลงมาจากสถานที่เหล่านั้น พ้นจากนี้ยังมีผู้แสวงบุญอีกจำนวนไม่น้อยที่อาศัยเพิงผาเป็นที่ชำระล้างจิตวิญญาณของตน
กระนั้นก็ตาม ผาหินและหินผาย่อมมีการดำรงอยู่ของตัวเองที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงของเราท่านผู้ไปเยือน บางเวลามันอาจเปล่งประกายเรืองรองราวมหาปราสาทที่ประดับด้วยเพชรนิลจินดา บางห้วงยามก็ทึมทึบราวแท่นบรรจุศพที่ถูกทิ้งร้าง นอกจากนั้นบางขณะยังเป็นคล้ายแผ่นจารึกคัมภีร์โบราณให้ผู้พบเห็นได้ตีความ
สายลม สายน้ำ แสงตะวัน กระทั่งดวงดาวและดวงจันทร์ ล้วนสัมผัสสัมพันธ์กับภูผาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และชั่วโมงสมรสระหว่างหินผากับองค์ประกอบเหล่านี้ก็ให้ภาพชวนฝันได้ไม่แพ้การเสพรักของคนเรา
ใครก็ตามที่เคยเห็นแสงแรกของทิวาวารสาดไล้แผ่นผาย่อมหวนนึกถึงกอดแรกที่ตนเคยมอบให้คนรักยามลืมตาตื่นจากนิทรา
และถ้าหากท่านเคยจับจ้องภูผายามต้องแสงจันทร์เพ็ญ ท่านย่อมรู้สึกราวกับว่าดวงเดือนกำลังห่มผ้าให้กับผู้ชายของเธอ
ยามนั้น หากยินเสียงสายน้ำไหลรินอยู่ตามหลืบซอกของเทือกเขา พร้อมเสียงลมพัดแผ่วจากผาหนึ่งสู่ผาหนึ่งบางทีท่านอาจต้องกลั้นใจเพราะไม่ต้องการล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของฟ้าดิน...
แน่นอน ความสัมพันธ์ระหว่างผาหินกับสรรพสิ่งก็เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่ใกล้ชิดกัน คือมิได้ประณีตนิ่มนวลเสมอไป
...แสงแดดแผดกล้ามีเวลาที่ป่นเผาผิวหินจนร่วงหล่นเป็นผุยผง สายลมกระโชกแรกในบางฤดูกาลก็อาจแกะสลักผิวผา ยังมิพักต้องเอ่ยถึงสายน้ำเชี่ยวกราก ซึ่งในบางห้วงยามอาจถึงขั้นรื้อทำลายขุนเขา
กรวดทรายในท้องธาร และก้อนหินที่กล่นเกลื่อนอยู่ตามลำห้วย คือเศษซากแห่งโศกนาฏกรรมเช่นนี้
แล้วคนเล่า...
ใช่หรือไม่ว่าบางด้านก็มีลีลาซะตากรรมคล้ายดังหินผาและผาหิน?
บางท่านแต่งผิวนอกไว้แกร่งกร้าน เนื่องเพราะเนื้อในแน่นคับเกินกว่าจะมีพื้นที่ให้ผู้อื่น บางคนเย็นชาแข็งกระด้างเพราะรู้ดีว่าหัวใจของตนอ่อนนุ่มเกินกว่าจะเปิดเผย ยิ่งไปกว่านั้น หลายชีวิตยังสวมใส่เกราะหินเพื่อปกป้องบาดแผลที่ผ่านมา
แต่ไม่ว่าท่านจะทำตัวเป็นผาหินหรือหินผาด้วยเหตุผลไหน ท่านย่อมมีห้วงขณะเช่นเดียวกับภูผาในความเป็นจริง บางครั้งสายลมแผ่วย่อมพัดผ่านท่าน บางคราสายน้ำไหลเอื่อยอาจจะเข้ามาโอบรัดท่าน... ชีวิตย่อมมีบางเวลาที่แสงจันทร์เนียนแผ่ลูบ และแดดนุ่มผ่านมาเยือน
ในยามนั้น ถ้าท่านโชคดี ก็อาจพบว่าการเป็นหินผาไม่ใช่เรื่องถูกต้องเท่าใด
แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ—
เนื่องจากผู้คนมักหมกมุ่นอยู่กับเรื่องพายุร้ายมากกว่าสายลมอ่อน และกังวลอยู่กับวันน้ำเชี่ยวมากกว่าวันน้ำทรง ส่วนใหญ่จึงทำตัวเป็นหินผากล้าแกร่งไม่เลิกรา
เราท่านล้วนปะทะโลกด้วยผิวนอก มากกว่าซึมซับมันด้วยเนื้อใน ดังนั้นจึงเป็นเช่นเดียวกับหินผาที่วันหนึ่งพบว่าแม้ผิวนอกของตัวเองก็เต็มไปด้วยร่องรอยกัดเซาะของกาลเวลา
เหม่อมองผาหินครั้งหน้า บางทีท่านอาจจะเห็นว่ามันเปลี่ยนไป—
ในสายตาของท่าน... มันอาจเป็นอนุสาวรีย์แห่งการไม่ยอมศิโรราบ หรืออนุสรณ์สถานแห่งความขลาดกลัว หรือไม่ก็อาจเป็นกำแพงร้างที่ท่านก่อกั้นไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาในชีวิต ทั้งหมดนี้สุดแท้แต่ปรัชญาในการก่อกองหินของตัวท่านเอง
บางทีในความเจ็บปวด บาดลึก สึกกร่อน ท่านยังคงเลือกจะครองสภาพนิ่งเฉยและเงียบงัน ทว่าไม่แน่นัก บางทีภาพดังกล่าวก็อาจจะพาท่านมาสู่ห้วงยามแห่งการเปลี่ยนใจ—
ยามหมอกฝนโปรยใส่หินผา...
ท่านอาจร่วมร้องไห้กับผาหิน
ผ่านมาเห็นแว้บๆ นึกว่าเอ็งเขียนเอง ตกใจ
Posted by: ปิกเอง | May 30, 2011 at 03:04 PM
โอ๊ย ถ้าเขียนได้ยังงี้ก็ลาออกจากงานไปเป็นนักเขียนนานแล้ว แหม่
Posted by: ฟา | May 31, 2011 at 09:00 AM